Mercedes-Benz S-Class โฉมใหม่ ยุคดิจิทัลเต็มสูบ พร้อมขุมพลัง V8
เจาะลึก Mercedes-Benz S-Class ใหม่ เปลี่ยนชิ้นส่วนกว่า 50% อัดแน่นจอ MBUX Superscreen พร้อมคืนชีพปุ่มกดจริง และขุมพลัง V8 แรงกว่าเดิม
Mercedes-Benz S-Class เวอร์ชันล่าสุดสร้างความสั่นสะเทือนให้วงการยนตรกรรมหรูด้วยการปรับโฉมใหม่แบบ “สุดขั้ว” โดยเปลี่ยนชิ้นส่วนไปมากกว่า 50% เพื่อก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ สู่การเป็นยานยนต์อวกาศที่ผันเปลี่ยนห้องโดยสารให้กลายเป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:
- ดีไซน์ภายนอกทรงพลัง: กระจังหน้าขยายใหญ่ขึ้น 20% พร้อมระบบไฟส่องสว่างที่กระจังหน้า และโลโก้ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงที่สามารถเรืองแสงได้เป็นครั้งแรก
- ห้องโดยสาร MBUX Superscreen: ติดตั้งหน้าจอต่อเนื่องกัน 3 จอ (12.3″, 14.4″, 12.3″) และระบบ Digital Vent Control ที่ปรับทิศทางลมผ่าน AI
- การกลับมาของปุ่มกดจริง: พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่เปลี่ยนจากระบบสัมผัสกลับมาใช้ปุ่มกด (Physical Controls) เพื่อการใช้งานที่แม่นยำและง่ายขึ้น
- ขุมพลังเหนือระดับ: ยังคงมีเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbo ให้เลือก พร้อมพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็น 530 แรงม้า
ส่องความเปลี่ยนแปลง ภายในและภายนอกที่ฉีกกฎความคลาสสิก
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของ S-Class ใหม่คือภายในห้องโดยสารที่ทิ้งความเคร่งขรึมของลายไม้แบบดั้งเดิมไปสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ระบบ MBUX Virtual Assistant ถูกอัปเกรดให้ทำงานร่วมกับ ChatGPT-4o และ Microsoft Bing Search โดยมีอวตารคอยโต้ตอบกับผู้ใช้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง “เข็มขัดนิรภัยอุ่น” (Heated Seatbelts) ที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายเหมือนถูกโอบกอด
ในส่วนของโปรแกรม Manufaktur ได้เพิ่มอิสระในการตกแต่งให้ลูกค้าเลือกสีภายนอกได้มากกว่า 150 เฉดสี และรูปแบบภายในกว่า 400 รูปแบบ ทำให้ S-Class แต่ละคันสามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของได้มากที่สุด รวมถึงการนำลูกกลิ้งปรับระดับเสียงแบบดั้งเดิมกลับมาติดตั้ง ซึ่งถือเป็นการรับฟังเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานที่ต้องการความสะดวกในการควบคุมมากกว่าระบบสัมผัสที่ซับซ้อนในรุ่นก่อนหน้า
ช่องแอร์ดีไซน์ใหม่แบบกลมไม่เพียงแต่ดูทันสมัยขึ้น แต่ยังทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะที่สามารถจำจำตำแหน่งและความต้องการของผู้ขับขี่ได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ภาพรวมของห้องโดยสารไม่ใช่แค่พื้นที่นั่งเล่น แต่เป็น Smart Space ที่เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานผ่านเทคโนโลยี AI ขั้นสูง
ขุมพลัง V8 และ Plug-in Hybrid สมรรถนะที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ
แม้โลกจะมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้า แต่ Mercedes-Benz ยังคงรักษาหัวใจความแรงของเครื่องยนต์สันดาปขนาดใหญ่ไว้ในรุ่น S 580 4Matic โดยใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbo รหัส M177 Evo ใหม่ ที่เพิ่มพละกำลังขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ให้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่รอบต่ำ ตอบสนองการขับขี่ที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังตามฉบับรถระดับเรือธง
สำหรับสายรักษ์โลกแต่ต้องการสมรรถนะสูง รุ่น S 580 e (Plug-in Hybrid) เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นมากด้วยกำลังรวมสูงสุดถึง 577 แรงม้า และสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ ได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที ซึ่งเทียบเท่ากับรถสปอร์ตชั้นนำ
ตารางเปรียบเทียบขุมพลัง Mercedes-Benz S-Class ใหม่
| รุ่นรถ | เครื่องยนต์ | กำลังสูงสุด | แรงบิดสูงสุด | 0-100 กม./ชม. |
| S 580 4Matic | V8 4.0L Twin-Turbo (Mild-hybrid) | 530 แรงม้า | 750 นิวตันเมตร | – |
| S 580 e (PHEV) | 6 สูบเรียง + มอเตอร์ไฟฟ้า | 577 แรงม้า | 750 นิวตันเมตร | 4.4 วินาที |
สรุปประเด็นสำคัญ
Mercedes-Benz S-Class โฉมใหม่คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับความต้องการพื้นฐานของผู้ขับขี่ การทิ้งลายไม้ไปหาหน้าจออาจดูแปลกใหม่สำหรับแฟนคลับรุ่นดั้งเดิม แต่การนำปุ่มกดจริงกลับมาและการพัฒนาขุมพลัง V8 ให้แรงขึ้น คือบทสรุปที่ลงตัวของยนตรกรรมระดับพรีเมียมในยุคปัจจุบัน โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ช่วงครึ่งหลังของปีนี้
Q&A คำถามที่พบบ่อย
Mercedes-Benz S-Class ใหม่จะเข้าไทยเมื่อไหร่? ขณะนี้มีการยืนยันกำหนดเข้าโชว์รูมที่สหรัฐอเมริกาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 สำหรับประเทศไทยคาดว่าอาจจะต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Mercedes-Benz Thailand อีกครั้งในช่วงปลายปีหรือต้นปีถัดไป
ปุ่มกดจริงบนพวงมาลัยแตกต่างจากเดิมอย่างไร? พวงมาลัยใหม่เปลี่ยนจากระบบแถบสัมผัส (Touch Sensitive) ที่มักจะลั่นหรือใช้งานยากในขณะขับขี่ กลับมาเป็นปุ่มกดที่ให้สัมผัสชัดเจน (Physical Controls) รวมถึงมีลูกกลิ้งปรับเสียง ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมระบบต่างๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
ระบบ ChatGPT ในรถช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง? ระบบ MBUX Virtual Assistant ที่ทำงานร่วมกับ ChatGPT-4o จะช่วยให้การสั่งงานด้วยเสียงเป็นธรรมชาติมากขึ้น สามารถตอบคำถามที่ซับซ้อน ค้นหาข้อมูลจาก Bing Search และช่วยควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ในรถผ่านการสนทนาที่เป็นมนุษย์มากขึ้น