สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกเผชิญแรงกดดันเชิงลบอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยลบหลักจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือบอนด์ยีลด์ (Bond Yield) อายุ 10 ปี และ 30 ปี ที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 4.70% และ 5.20% ตามลำดับ ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดพลังงานยังคงมีความผันผวนสูง หลังจากโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ประกาศจุดยืนว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดกั้นต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล มาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท่าทีจากสหรัฐฯ และผลกระทบต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟด
ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์มีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการขยายข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน พร้อมระบุว่าปัจจุบันไม่มีการเจรจาระหว่างสองประเทศ และมาตรการปิดล้อมทางทะเลยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดการเงินกังวลว่าวิกฤตพลังงานอาจส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น แรงกดดันจากเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยนี้สะท้อนผ่านท่าทีของกองทุน SPDR Gold Shares ที่มีการเทขายทองคำออกมาถึง 5.42 ตัน เพื่อปรับพอร์ตรับความเสี่ยงในตลาด
สรุปภาพรวมและมุมมองการลงทุนในตลาดทองคำ
ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะบอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันให้ราคาทองคำผันผวนหนัก นักลงทุนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจึงต้องติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและทิศทางราคาสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะนี้