เจาะลึกระเบิดสุญญากาศในกาซา อาวุธร้ายแรงที่ทำให้ร่างคนระเหยหายจริงหรือ?

เปิดข้อเท็จจริงระเบิดสุญญากาศ (Thermobaric) หลังมีรายงานผู้สูญหายกว่า 2,842 รายในกาซา ไขคำตอบอาวุธชนิดนี้ทำลายล้างรุนแรงแค่ไหน

เจาะลึกระเบิดสุญญากาศในกาซา อาวุธร้ายแรงที่ทำให้ร่างคนระเหยหายจริงหรือ?

สรุปข้อเท็จจริงปม “ร่างระเหย” จากอาวุธเทอร์โมบาริก

รายงานข่าวเชิงสืบสวนจากสำนักข่าว Al Jazeera เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับตัวเลขผู้สูญหายในฉนวนกาซากว่า 2,842 รายซึ่งในหลายกรณีไม่หลงเหลือร่างให้พิสูจน์อัตลักษณ์ นำไปสู่ข้อสันนิษฐานเรื่องการใช้ ระเบิดสุญญากาศ (Thermobaric Weapon) หรืออาวุธเทอร์โมบาริกที่มีคุณสมบัติทำลายล้างสูง โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้

  • กลไกการทำลายล้าง: ใช้การแพร่กระจายละอองเชื้อเพลิงและจุดระเบิด สร้างลูกไฟอุณหภูมิสูง 2,500–3,500 องศาเซลเซียส
  • ปรากฏการณ์สุญญากาศ: การเผาไหม้ที่ใช้ออกซิเจนโดยรอบอย่างรวดเร็ว สร้างแรงดันลบที่ทำลายอวัยวะภายในมนุษย์ทันที
  • สถิติผู้สูญหาย: หน่วยป้องกันพลเรือนกาซาบันทึกผู้สูญหาย 2,842 ราย โดยนับจากจำนวนผู้อยู่อาศัยที่หายไปหลังอาคารถูกทำลาย
  • ข้อจำกัดหน้างาน: สื่อกระแสหลักอย่าง Reuters และ AP ตั้งข้อสังเกตว่าร่างอาจถูกทับถมอยู่ใต้ซากปรักหักพังที่ยังไม่สามารถขุดค้นได้

ระเบิดสุญญากาศทำงานอย่างไร และทำไมถึงถูกเรียกว่าอาวุธต้องห้าม?

ระเบิดสุญญากาศ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Thermobaric Weapon ทำงานด้วยระบบสองขั้นตอน (Two-stage detonation) ต่างจากระเบิดทั่วไปที่ใช้แรงอัดจากแรงระเบิดเพียงอย่างเดียว ขั้นแรกคือการพ่นละอองเชื้อเพลิงให้ฟุ้งกระจาย ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ปิดอย่างอุโมงค์ หรือห้องโถงในอาคารได้ทุกซอกทุกมุม ก่อนที่ขั้นตอนที่สองจะทำการจุดระเบิดเชื้อเพลิงเหล่านั้นให้กลายเป็นเพลิงนรก

แรงทำลายล้างไม่ได้มาจากแค่สะเก็ดระเบิด แต่มาจาก คลื่นกระแทก (Blast Wave) ที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติมาก รวมถึงการดูดกลืนออกซิเจนในรัศมีระเบิดจนหมดสิ้น ทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ หรืออวัยวะภายในล้มเหลวจากแรงดันที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ซึ่งอุณหภูมิที่สูงถึง 3,500 องศาเซลเซียสนี้เองที่ทำให้เกิดทฤษฎีว่าร่างกายมนุษย์อาจถูกเผาไหม้จนแทบไม่เหลือชิ้นส่วน

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ระบุ “ห้าม” การใช้ระเบิดสุญญากาศโดยตรงในฐานะอาวุธผิดกฎหมาย แต่การนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่นอย่างกาซา ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่งภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) เนื่องจากเป็นอาวุธที่มีรัศมีทำลายล้างกว้างและยากต่อการแยกแยะเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน

ไขปริศนาผู้สูญหาย 2,842 ราย: ระเหยหายหรือติดอยู่ใต้ซาก?

ข้อมูลจาก มาห์มูด บาซาล โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนในกาซา ระบุถึงความยากลำบากในการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต หลายจุดที่ถูกโจมตีด้วยอาวุธหนัก เช่น ระเบิดทำลายบังเกอร์รุ่น BLU-109 หรือระเบิดนำวิถี GBU-39 พบว่าแรงระเบิดทำให้โครงสร้างอาคารคอนกรีตถล่มทับถมกันหลายชั้น การค้นหาโดยปราศจากเครื่องจักรหนักเป็นไปได้ยากมาก คำว่า “ระเหย” จึงถูกนำมาใช้ในเชิงอุปมาเมื่อเจ้าหน้าที่พบเพียงคราบเลือดและเศษชิ้นส่วนเล็กน้อยในจุดที่ควรจะมีคนอาศัยอยู่

อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ระดับสากลยังไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่ามีการใช้หัวรบเทอร์โมบาริกในปริมาณมากจนทำให้คนหายไปในพริบตา สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้มีเพียงชิ้นส่วนอาวุธที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งถูกพบในที่เกิดเหตุจำนวนมาก โดยเฉพาะรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อเจาะทะลวงอุโมงค์และสิ่งปลูกสร้างที่แข็งแรงเป็นพิเศษ

สุดท้ายแล้ว ความจริงที่ว่าผู้สูญหายเหล่านี้หายไปเพราะอานุภาพของความร้อนสูง หรือเพียงเพราะร่างยังไม่ถูกขุดพบจากใต้กองขยะคอนกรีตหลายพันตัน ยังคงเป็นคำถามที่รอการพิสูจน์หลังจากความรุนแรงสงบลง แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ อาวุธเหล่านี้ส่งผลกระทบที่ย้อนคืนไม่ได้ต่อชีวิตพลเรือนในระดับที่น่าสะพรึงกลัว

สรุปภาพรวมสถานการณ์

ประเด็นระเบิดสุญญากาศในกาซาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความรุนแรงของอาวุธชนิดนี้สามารถเปลี่ยนพื้นที่เมืองให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ในไม่กี่วินาที ตัวเลขผู้สูญหายเกือบ 3,000 ราย สะท้อนถึงความรุนแรงที่เหนือกว่าการทำสงครามในอดีต และเป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายสงครามโลกในปัจจุบัน